ปัญหาการเลี้ยงหลานที่จีน ให้แม่ยายหรือแม่สามีเลี้ยงดี

สัปดาห์นี้ไปดูปัญหาครอบครัว พ่อแม่คนจีนต้องตัดสินใจ…จะให้แม่ยายหรือแม่สามีช่วยเลี้ยงหลานดี เพราะมักจะมีผลกระทบตามมา ส่วนไทยเราจะเป็นแบบไหนไปติดตามกัน

ด้วยความที่สังคมสมัยนี้ เป็นสังคมที่หนุ่มสาวต้องทำงานกันทั้ง 2 ฝ่าย จึงทำให้เมื่อเวลาที่คลอดลูกแล้ว จะหาคนมาเลี้ยงลูกยากมาก ครั้นจะลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก ก็อาจทำให้เสียทั้งโอกาสเสียทั้งรายได้ ไหนจะร่ำเรียนมาสูงขนาดนี้ เป็นหญิงแกร่งและมั่นมาก ครั้นจะลาออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกก็ดูจะเสียดายโอกาสและเวลาไปเปล่าๆ

ไหนจะหาพี่เลี้ยงมาเลี้ยงที่บ้านก็ไม่วางใจ และยังหายากราวกับ…งมเข็มในมหาสมุทร อีกทั้งค่าจ้างก็แพงแสนแพง หากว่าจะส่งไปศูนย์เลี้ยงเด็ก ก็ต้องคอยกังวลใจมากเข้าไปใหญ่ ไหนจะไม่รู้ว่าจะทำร้ายลูกเราหรือเปล่า ไหนจะความปลอดภัย ไหนจะเรื่องสุขอนามัยว่าจะติดเชื้อกลับมาบ้านหรือไม่ก็ไม่รู้ได้

เอาเป็นว่ามาหาดูในครอบครัวตนเอง ซึ่งปัจจุบันหนุ่มสาวรุ่นนี้ก็มักจะเป็นลูกโทน จะหาพี่น้องมาช่วยคงจะยาก งั้นคงต้องพึ่งพาคนแก่ ซึ่งตามปกติของสังคมจีนนั้น จะแต่งเข้าบ้านฝ่ายชาย แต่เดิมหากจะให้คนแก่ช่วยดูแลหลานนั้น ก็มักจะให้ “พ่อ” หรือ “แม่สามี” มาช่วยเลี้ยงและดูแลหลานมากกว่า กลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมายาวนาน เมื่อพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน คนที่มีหน้าที่ในการเลี้ยงดูหลานจึงมักจะเป็นปู่ย่าที่เกษียณจากงานมาช่วยเลี้ยงหลาน เพราะว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แซ่ตระกูลเดียวกัน

แต่ปัจจุบันกลับพบว่า คนที่เลี้ยงหลานกลับกลายเป็นพ่อตาแม่ยายทำหน้าที่ช่วยเลี้ยงหลาน แล้วทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ได้

ประการแรก คือ สาเหตุที่มาช่วยดูหลานไม่เหมือนกัน คือ ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายนั้นล้วนแต่รักหลาน หากแต่นอกไปจากความรักที่มอบให้หลานแล้ว ตากับยายยังรู้สึกรักและทะนุถนอมลูกสาวของตัวเอง ทำให้ตายายยอมที่จะเสียสละมาเลี้ยง “หลานนอก” (หลานที่ไม่ได้ใช้แซ่ของตน) ฉะนั้นเมื่อไม่อยากให้ลูกสาวต้องลำบากใจ จึงยอมสละความสุขในวัยเกษียณมาช่วยดูแลหลาน เพราะว่ารักทั้งลูกสาวและหลาน

ประการที่สอง ผลของการเลี้ยงที่ต่างกัน ซึ่งเกิดจากทั้งปู่ย่านั้น เวลาเลี้ยงหลานไปเป็นเวลานานๆ ก็ยิ่งทั้งรักและหลงจนตามใจจนติดหลาน ส่วนหลานก็ติดปู่ย่าที่เอาอกเอาใจจนเหลิง กลายเป็นหลานนั้นรักปู่ย่ามากกว่าแม่แท้ๆ แม่ก็เลยไม่ค่อยจะชอบใจปู่ย่านัก ในขณะที่หากให้ตายายมาเลี้ยง ตายายก็ต้องยอมให้กับแม่ของหลานก่อน เพราะเป็นลูกของตนเอง ฉะนั้นเมื่อคิดไปมาแล้วให้ตายายช่วยเลี้ยง น่าจะเป็นผลดีมากกว่าให้ปู่ย่ามาช่วยเลี้ยง

ประการสุดท้าย คือ หวังหลีกเลี่ยงปัญหากระทบกระทั่งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ จากสถิติในประเทศจีน ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้เป็นปัญหาที่พบเป็นเรื่องปกติ ซึ่งร้อยละ 30 มักจะเป็นประเด็นการศึกษาของหลานที่มีทัศนะคติของคนสองรุ่นที่ไม่ตรงกัน แท้จริงแล้วปัญหาระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้นั้นก็เกิดขึ้นง่ายๆ อยู่แล้ว ไหนสะใภ้จะมาเป็นคนแย่งความรักของลูกชายตนไปจากแม่ การที่จะมองดูกันแล้วสบายตาสบายใจไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งให้มาช่วยเลี้ยงหลานอีก ปัญหาระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้ไม่เกิดขึ้นก็คงเป็นเรื่องตลก

แต่หากได้ตายายมาช่วยเลี้ยงดู ต่อให้จะมีปัญหาที่ทัศนะคติในการเลี้ยงหลานจะแตกต่างกัน อย่างมากก็ต้องยอมให้ลูกสาว หรือไม่ก็ลูกสาวก็ยอมให้พ่อแม่ เป็นอันจบปัญหาโดยง่าย ปัญหาก็ดูจะไม่ซับซ้อนเท่ากับปัญหาที่จะตามมาอีกมากมายระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ ที่จะกลายเป็นปัญหาจนมองหน้ากันไม่ติดกลายเป็นปัญหาครอบครัวได้ต่อไป

ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า คนแก่ที่มาช่วยเลี้ยงหลานในยุคปัจจุบันของหนุ่มสาวจีน จึงมักจะเป็นฝ่าย “ตายาย” แทนที่จะเป็น “ปู่ย่า” แล้วประเทศไทยหนุ่มสาวสมัยใหม่แก้ปัญหานี้อย่างไร หรือจะส่งกลับบ้านนอกไปให้ญาติฝ่ายใดเลี้ยงก็ได้ เพราะอย่างไรก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ปัญหาคงไม่มากนัก แต่ปัญหาการเจริญเติบโตของเด็กอาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ เพราะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่นั่นเอง.